จากสยาม สู่ยุโรป
บนเส้นทางซ่อนวาระ

๑ - ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒ มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้

พุทธศักราช ๒๔๔๐ เรือพระที่นั่งมหาจักรี พาชาวสยามรู้จักยุโรป
พุทธศักราช ๒๕๕๒ การบินไทย พาคนไทยลัดฟ้าสู่ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

นิทรรศการส่วนที่ ๑

เยือนยุโรป…เดิมพันสยาม

การเดินทางติดต่อกับยุโรปของสยามนั้นเริ่มขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่เป็นที่รับรู้กันมากนัก การส่งราชทูตเจริญสัมพันธไมตรีซึ่งเดินทางไปถึงยุโรปครั้งแรกเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘-๒๑๖๓) โปรดให้ราชทูตถือพระราชสาส์นไปยังประเทศฮอลแลนด์ แต่การเดินทางไปยุโรปทุกครั้งที่ผ่านมาไม่เป็นที่เลื่องลือรับรู้เท่ากับครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงส่งโกษาปานไปประเทศฝรั่งเศสเมื่อพุทธศักราช ๒๒๒๘
การส่งราชทูตไปยุโรปในครั้งนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อการเจริญสัมพันธไมตรีเป็นหลัก แต่ก็มีสาเหตุอื่นที่ลุ่มลึกเช่นกัน คือ ศึกษาความเจริญทางด้านเทคโนโลยีของประเทศฝรั่งเศส จัดหาสิ่งของที่ต้องพระราชประสงค์ของพระนารายณ์ ประกอบด้วย พระมาลาแบบต่างๆ จำนวน ๕๔ ใบ อาวุธ แว่นตาทองคำ กระจกเงา กล้องส่อง แก้วตกแต่งสถาปัตยกรรม เครื่องแก้วเจียระไน เครื่องประดับช้างที่สำคัญทำด้วยแก้ว นาฬิกาพก ฉลองพระองค์(กำมะหยี่ สักหลาด) ผ้าผืน เครื่องมือดาราศาสตร์ และท้ายที่สุดเพื่อสนองนโยบายของพระนารายณ์ในการเพิ่มพูนมิตรภาพเพื่อประโยชน์ทางการค้าของสยาม
การส่งราชทูตไปยุโรปยุติลงเมื่อสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีการส่งราชทูตไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสอีกครั้งในพุทธศักราช ๒๔๐๐ และ ๒๔๐๓ ตามลำดับ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการเสด็จประพาสยุโรป

พุทธศักราช ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ เพื่อทอดพระเนตรความเจริญของดินแดนแห่งอารยธรรมแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งคือการสร้างความเข้าใจกับมหาอำนาจยุโรป คลี่คลายความตึงเครียด และลดท่าทีความแข็งกร้าวของฝรั่งเศสที่คุกคามสยาม อีกทั้งยังเป็นการแสวงหาการสนับสนุนจากมหาอำนาจอื่นๆ ด้วยการผูกมิตรกับพระราชวงศ์ในยุโรป

พุทธศักราช ๒๔๕๐ เป็นเวลาสิบปีให้หลัง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ด้วยเหตุผลที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ว่าเป็นการเสด็จเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงแปรพระราชฐานเป็นการส่วนพระองค์ ในการรักษาพระวรกายตามคำแนะนำขอแพทย์ แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่นักวิชาการตั้งเป็นข้อสังเกต คือ แท้จริงนั้น การเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้ มีเหตุผลเพื่อเสด็จไปหาวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเรื่องดินแดนกับฝรั่งเศส

เส้นทางการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒
มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกจากพระนครไปประเทศสิงคโปร์โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี และทรงเปลี่ยนเรือพระที่นั่งซักซันในการเสด็จ ฯ เรือพระที่นั่งซักซันออกจากสิงคโปร์มาถึงประเทศศรีลังกาในเดือนเมษายน และเดินไปถึงอียิปต์และประเทศอิตาลี ในช่วงเวลา ๒ สัปดาห์ จากนั้นได้เสด็จประพาสประเทศอิตาลีชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงเสด็จต่อไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประทับตากอากาศริมทะเลสาบเจนีวา จากนั้นในปลายเดือนพฤษภาคม ได้เสด็จฯไปสู่เมืองเดนบาเดน ประเทศเยอรมัน ประพาสเมืองที่อยู่ใกล้เคียง จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงปารีส และประเทศอังกฤษในเดือนมิถุนายน จากประเทศอังกฤษเสด็จฯไปประเทศเบลเยี่ยมและเสด็จกลับไปที่เยอรมันอีกครั้ง จากนั้นเสด็จเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กประทับอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นจึงเสด็จกรุงคริสเตียเนีย (เมืองออสโล) ประเทศนอร์เวย์ ทรงแวะเยี่ยมเยือนกษัตริย์ของนอร์เวย์ และทอดพระเนตรเรือไวกิ้ง จากนั้นในวันที่ ๗ กรกฎาคม จึงทรงเสด็จเรือพระที่นั่งอัลเบียนสู่นอร์ทเคป ซึ่งอยู่เหนือสุดของยุโรป ระหว่างทางรงแวะทอดพระเนตรพระอาทิตย์เที่ยงคืนที่เกาะดารเออ ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ ๒ ที่เสด็จขึ้นมาที่นอร์ทเคป หลังจากพระเจ้าออสการ์ที่ ๒ ของนอร์เวย์ ในการเสด็จประพาสนอร์ทเคปครั้งนี้ ได้ทรงให้สลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร.ไว้ที่หินเป็นที่ระลึก เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๔๕๐ หลังจากนั้นจึงทรงเสด็จกลับลงมาโดยเส้นทางเดิมแล้วเสด็จไปประเทศเยอรมันทอดพระเนตรวิทยาการต่างๆ ของเยอรมัน แล้วเสด็จไปประเทศฝรั่งเศส เพื่อทรงให้ช่างปั้นพระบรมรูปทรงม้า จากนั้นเสด็จไปรักษาพระวรกายที่เมืองบาดฮอมบวร์ก จากปารีส ได้เสด็จเยือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เสด็จประพาสเมืองต่างๆ แล้วจึงเสด็จต่อไปยังประเทศอิตาลี เสด็จเยือนสถานที่สำคัญๆ ของประเทศ เช่น พระมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์และหลุมฝังศพเก่าแก่ พิพิธภัณฑ์และวัดโบราณในเมืองปาเลอร์โม เมืองซาราคูซา ก่อนที่จะเสด็จโดยเรือพระที่นั่งจากอิตาลี ถึงเกาะมอลตา เดือนตุลาคม แล้วทรงเปลี่ยนเรือพระที่นั่งซักซันที่เมืองปอตเสด ผ่านคลองสุเอช มาทางมหาสมุทรอินเดีย ผ่านเมืองโคลัมโบ ถึงอ่าวเบงกอลเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๔๕๐ และเสด็จนิวัติกลับพระนคร รวมการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ นี้ทั้งสิ้น ๒๒๕ วัน

สยามศิวิไลซ์…ยุคใหม่ที่ปลายทาง

สยามในโลกใหม่ บอกลาสายน้ำ ถอดโจงกระเบนใส่กางเกงฝรั่ง

สมัยรัชกาลที่ ๔ ความรุนแรงของลัทธิล่าอาณานิคมเริ่มคุกคามประชิดสยาม อังกฤษเข้ายึดครองอินเดีย พม่า มลายู และจีน ฝรั่งเศสได้เวียดนาม กัมพูชา เมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ สยามจึงเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้ออ้างประการหนึ่งของนักล่าอาณานิคมคือ น่าเสียดายที่แผ่นดินและทรัพยากรอันมีค่า ต้องตกอยู่ในมือของกลุ่มชนป่าเถื่อนล้าหลัง ดังนั้นชาติตะวันตกจึงต้องรับภารกิจในการนำแสงสว่างแห่งอารยธรรมมาสู่ชนป่าเถื่อนเหล่านี้ ด้วยการยึดครองแล้วจัดระบบบริหารการปกครองเสียใหม่

เพื่อให้หลุดพ้นจากข้ออ้างและการรุกรานของชาติตะวันตก สยามจึงต้อง “หลุดพ้น” จากความป่าเถื่อนในสายตาตะวันตก และปรับตัวเข้าสู่ “โลกใหม่” ใต้เงามหาอำนาจตะวันตก

“โลกตะวันตก” ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ในสังคมสยามอย่างไม่ขาดสาย โลกแห่งอดีตถึงจุดอวสาน สงครามกับเพื่อนบ้านจบลงอย่างสิ้นเชิง ถนนมีความสำคัญมากกว่าสายน้ำ ชีวิตบนสายน้ำกลายเป็นความแช่มช้าที่หมดประโยชน์ วิทยาศาสตร์ให้คำตอบชีวิตได้มากกว่าศาสนา

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ กระแสนิยมตะวันตก ได้เข้าครอบงำชนชั้นนำของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการเมืองการปกครอง วิธีคิด วิทยาการความรู้ ไปจนถึงรสนิยมทางศิลปะ สถาปัตยกรรม การแต่งกาย อาหารการกิน มาตรฐานแสดงความสูงส่งต่างๆ ถูกกำหนดด้วยแบบแผนและวัตถุจากโลกตะวันตกทั้งสิ้น

คำว่า “เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศ” ที่เริ่มใช้กันในยุคนั้น บ่งบอกทิศทางแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแจ่มชัด

นี่คือจุดเริ่มต้นของ “ยุคใหม่” แห่งสยามประเทศ

 

มีอะไรดีที่นอร์เวย์ ?
North cape
“วันนี้ได้ตามเสด็จฯ ถึงสุดหล้าฟ้าเขียว สิ้นดินแดนมนุษย์ในโลกนี้”
ข้อความบางส่วนบน ไปรษณียบัตรส่งกลับสยามของพระยาบุรุษรัตนราชภัลลภ มหาดเล็กตามเสด็จฯ

“...สว่างอยู่จนยามเศษ ตกเป็นเวลาเย็น เวลา ๔ ทุ่มโพล้เพล้ เวลา ๕ ทุ่ม มืดเท่าเดือนหงาย เวลา ๕ ทุ่มครึ่งกลับสว่างเท่าบ่าย ๔ โมงเย็น เวลาสองยามแสงทองขึ้น ราษฎรทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ไม่เห็นใครนอน ตื่นเต้ากันมาดูอยู่ข้างหนทาง ม้าก็ไม่นอน วัวก็ไม่นอน ไม่รู้ว่าจะนอนกันเวลาใด...”

นิทรรศการส่วนที่ ๒

*นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของ

จัดแสดงที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, กรุงเทพฯ ในปี 2548 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 100 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและนอร์เวย์

NORWAY AND THAILAND,

NOR-TH
CONVERGING LINES
A PRELUDE TO GLOBALISATION

นิทรรศการเปรียบเทียบสถาปัตยกรรม การประดับตกแต่ง และลวดลายในแง่ศิลปะและงานช่าง ผ่านเรื่องราวของลวดลายและคติความเชื่อ ระหว่างประเทศนอร์เวย์และทางเหนือของไทย
2 ดินแดนที่ตั้งอยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลกและมีความต่างกันอย่างมากมาย

ความคิดหลักของนิทรรศการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความคล้ายคลึงกันระหว่างสถาปัตยกรรม การแกะสลักไม้ ลวดลายและสัญลักษณ์ของชาวนอร์เวย์สมัยไวกิ้งและยุคกลาง กับวัฒนธรรมล้านนาซึ่งหยั่งรากสู่ภาคเหนือของไทยในศตวรรษที่สิบสาม ที่ได้รับการนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ผ่านสื่อสมัยใหม่ เป็นการเน้นถึงการสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมของสองประเทศสู่คนรุ่นใหม่

...วัดนี้ไม่ใช่เปนวัดปับลิก สร้างขึ้นในที่ไปรเวตของราสมุสไมอาร์ มีเรือนอยู่ด้านน่า ทางที่จะขึ้นต้องเข้าไปที่ในที่ของเขา แล้วผ่านน่าเรือนจึงได้ไปถึงวัด วัดนั้นทำด้วยไม้ชำฉาทั้งสิ้น แต่ได้สร้างมาแล้วถึง ๘๐๐ ปีเศษ จนกร่อนหรอในที่ต่างๆ รูปร่างทรวดทรงเปนอย่างนอรวิเยียนแท้ คล้ายรูปวัดพม่ามากเห็นจะโตกว่าโบสถ์เก่าวัดวิเวก ที่ท่านเจ้าหนูสร้างสักนิดหนึ่ง ทรวดทรงงดงาม แต่ฝีมือหยาบๆ ทาสีเขียวสีแดง เหมือนอย่างเก่าๆ ของเรา ไม่ได้มีผิดกันเลย ฝีมือช่างนอรวีเยียนเก่าเห็นจะมาจากข้างตวันออกเปนแน่...... ( พระราชนิพนธ์ “ไกลบ้าน” หน้า ๑๕๗ )

 

...เสด็จพระราชดำเนินโดยรถม้า จากโฮเตลโนรเก ประพาศวัดโบราณซึ่งตั้งอยู่บนเนินข้างทิศตวันออกเฉียงใต้ ทางขับรถไปชั่วโมง ๑ วัดนี้เดิมตั้งอยู่ข้างเหนือเปนที่งดงามน่าดูทำด้วยไม้ทั้งสิ้น โดยที่สุดแต่ตพปูสักตัวเดียวก็ไม่ได้ใช้ เปนโบถอย่างเล็กมีรั้วไม้เตี้ยๆ ทำเปนลูกกรงกั้นโดยรอบ ประตูก็ไม้ มีซุ้มหลังคาเล็กเหมือนประตูบ้านอย่างไทย รอบโบถมีระเบียงแคบ ชายคาขันปรกลงมาระศีรษะ ตัวโบถตั้งขึ้นไปเปนคอสอง แล้วรวมหลังคา ซ้อนขึ้นไปอีก แลมียอดอยู่กลางเป็นหอระฆัง ขึ้นไปอีก ๒ ชั้น ช่อฟ้าเปนรูปเหราแลบลิ้น หลังคามุงกระเบื้องไม้ เหมือนวัดพม่าหรือวัดเงี้ยวไม่มีผิด ผิดอยู่แต่ใช้ไม้กางเขนแทนใบเสมาเท่านั้น.. .... (จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินประพาศทวีปยุโรปครั้งที่ ๒ ตอนที่ ๒๗ หน้าที่ ๘๖)

ดาวน์โหลดสูจิบัตร นิทรรศการพิเศษเรื่อง “จากสยามสู่ยุโรป บนเส้นทางซ่อนวาระ”

นิทรรศการหมุนเวียนที่ผ่านมา
นิทรรศการหมุนเวียนเรื่อง “ปริศนาแห่งลูกปัด”