สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ*

"เรียบเรียงขึ้นใหม่จากคำบรรยาย เรื่อง สถาบันวิชาการฯ ของ ศ. ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ต่อที่ประชุม เพื่อระดมความคิดหาแนวทางจัดตั้งสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2547 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์"

ความเป็นมา
สถาบันแห่งนี้ไม่ว่าจะมีชื่อว่าอะไร (ซึ่งขอเรียกอย่างเป็นกลางๆ ในที่นี้ก่อนว่า สถาบันวิชาการฯ) น่าจะมีจุดมุ่งหมายหลักอยู่สองประการ
การทำให้ความรู้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชน (Popularization of Knowledge)
ต้องยอมรับว่าการทำให้ความรู้แพร่หลายในหมู่ประฃาชนนั้นไม่ได้อยู่ในจารีตทางภูมิปัญญาของไทย

อันที่จริงแม้ในสังคมโบราณอื่นๆ โดยทั่วไป การทำให้ความรู้กลายเป็นสมบัติของประชาชนทั่วไปก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดในวัฒนธรรมอื่นใดเช่นกัน ความรู้ย่อมเป็นสมบัติของคน กลุ่มน้อย โดยเฉพาะอภิสิทธิชน ซึ่งมักจะรักษาหวงแหนให้ความรู้เหล่านี้ไม่แพร่กระจายไปยังคนกลุ่มอื่น แต่ว่าในบางสังคม เช่น ยุโรบตะวันตก ได้ผ่านบางช่วงของประวัติศาสตร์ที่เกิดการต่อ สู้กันทางศาสนาและการเมือง ทำให้การต่อสู้เพื่อเอาชนะฝ่ายปรปักษ์ ยิ่งมาในภายหลัง เมื่อยุโรปตะวันตกก้าวเข้าสู่ความเป็นรัฐชาติและประชาธิปไตย การเผยแพร่ความรู้ไปสู่ประชาชนจึงยิ่งกลายเป็น เรื่องปรกติธรรมดาที่ทำกันโดยทั่วไป

ด้วยเหตุดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า สังคมตะวันตกมีประสบการณ์ในด้านนี้มายาวนาน ได้สร้างกระบวนการและสถาบันที่ทำงานด้านนี้มามาก อันเราสามารถเรียนรู้เพื่อปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ในสังคมของเราได้

งานมีสองอย่างหลักๆ ที่สถาบันวิชาการ ฯ แห่งนี้ควรทำในด้านนี้ มีสองอย่างคือ
 
1. งานพิพิธภัณฑ์
เราควรมองพิพิธภัณฑ์เป็นสื่อการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากหากใช้ได้เหมาะสม

พิพิธภัณฑ์มีหลากหลายประเภท และหลายประเภทด้วยกัน ก็มีผู้อื่นทั้งภาครัฐและเอกชนทำอยู่แล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, พิพิธภัณฑ์เด็ก, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เป็นต้น สถาบันวิชาการฯ ควรหาข่องทางที่จะร่วมมือกับพิพิธภํณฑ์ที่มีอยู่แล้ว ให้ความอุดหนุนเพื่อให้พิพิธภัณฑ์เหล่านั้นเจริญงอกงามขึ้น ในขณะเดียวกันก็อาจจัดพิพิธภัณฑ์บางประเภทที่ยังไม่มีเป็นของตนเอง หรือร่วมมือกับเอกชนและประชาชนในการจัดพิพิธภัณฑ์บางประเภทเพิ่มเติม

ในขณะเดียวกันควารคิดถึงการจัดนิทรรศการหลายรูปแบบเพื่อให้ประชาชนนอกกรุงเทพฯ สามารถเรียนรู้จากสื่อพิพิธภัณฑ์ได้ทั่วถึง ถ้าสถาบันวิชาการฯ เชื่อมโยงเป็นเครือจ่ายกับพิพิธภัณฑ์ทั่วประเทศ (ทั้งของกรมศิลปากร, มหาวิทยาลัย และของเอกชน) ก็จะสามารถจัดนิทรรศการเวียนไปในจังหวัดต่างๆ ได้ตลอดเวลา พร้อมกันนั้นก็อาจนำเอาความรู้ที่มีอยู่ในสถาบันต่างจังหวัดเหล่านั้นย้อนกลับมาแสดงนิทรรศการในกรุงเทพฯ ได้ด้วย จุดมุ่งหมายของพิพิธภัณฑ์ต้องเน้นไปที่เป็นสื่อการเรียนรู้ของประชาชนทั่วประเทศ

พร้อมกันนั้นก็อาจส่งเสริมและสร้างสรรค์ความรู้ด้าน พิพิธภัณฑ์ศาสตร์ (museology) ที่เหมาะสมกับสังคมไทยไปด้วย ความรู้ด้านนี้นับวันจะมีความสำคัญแก่สังคมไทยมากขึ้น ทั้งในแง่การจัดแสดงสินค้า และในแง่การจัดนิทรรศการเพื่อความรู้ต่างๆ แม้ว่าวิชานี้มีการสนออยู่ในมหาวิทยาลัยบางแห่งอยู่แล้ว แต่การลงทุนเพื่อการศึกษาวิจัยยังทำน้ยอ สถาบันวิชาการฯ จึบงควรส่งเสริมหรือทำเองให้เกิดความงอกงามของความรู้ด้านนี้ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย
 
2. งานสื่อ
นอกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว สถาบันวิชาการฯ ควรคิดถึงสื่อในรูปแบบอื่นๆ ที่อาจใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนด้วย

สังคมไทยเป็นสังคมหนึ่งที่พัฒนาการใช้สื่อไปอย่างกว้างขวางมาก แต่ใช้ประโยชน์สื่อไปในทางเผยแพร่ความรู้ไม่สู้จะมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่ได้พัฒนาความสามารถในด้านนี้ในสองทางด้วยกันเป็นอย่างน้อย ทางที่หนึ่ง คือความสามารถในการสร้างหรือผลิต เช่น การผลิตรายการวิทยุหรือโทรทัศน์หรือซีดีรอมหรือเว็บไซต์ที่ให้ความรู้ได้สนุกน่าสนใจติดตาม และทางที่สอง คือความสามาถในการจัดการให้เป็นไปได้ในทางธุรกิจ และการเผยแพร่

สถาบันวิชาการฯ จึงควรหาทางใช้ประโยชน์จากวางการสื่อซึ่งมีอยู่อย่างกว้างขวางอยู่แล้วในสังคม โดยความร่วมมือกับภาคธุรกิจและสื่อในมือราชการ ในระยะแรกอาจต้องลงทุนให้การสนับสนุนเพื่อการผลิตเนื้อหาที่ให้ความรู้ ไม่จำเป็นว่าการสนับสนุนจะต้องออกมาในรูปของการให้เงินช่วยเหลือโดยตรงเสมอไป สถาบันวิชาการฯ อาจช่วยสนับสนุนด้านการโฆษณา เช่น หนังสือดีบางเล่มที่สถาบันวิชาการฯ สนับสนุนให้พิมพ์ สถาบันวิชาการฯ อาจช่วยสนับสนุนด้านการโฆษณา เช่น หนังสือดีบางเล่มที่สถาบันวิชาการฯ สนับสนุนให้พิมพ์ สถาบันวิชาการฯ ก็อาจเสริมการโฆษณาในพิพิธภัณฑ์และการจัดแสดงนิทรรศการของตนเอง ช่วยวางจำหน่ายโดยไม่คิดค่าบริการหรือติดตามต้นทุนจริงเท่านั้นเป็นต้น ภาพยนตร์สรารคดีบางเรื่องก็อาจได้รับการสนับสนุนด้วยการเช่ามาฉายให้ในพิพิธภัณฑ์และนิทรรรศการหรือซื้อมาทำซีดีไว้ขายต่อ ในขณะที่อาจช่วยวิ่งเต้นหาโฆษณาให้ผู้สร้างเพื่อนำออกฉายทางโทรทัศน์ เป็นต้น

ในระยะยาวเมื่อสถาบันวิชาการฯ สั่งสมประสบการณ์และความสามารถในการช่วยด้านการตลาดมากขึ้น รวมทั้งมีความเข้มแข็งด้านวิชาการ การลงทุนสนับสนุนด้วยตัวเงินก็จะลดลงไป เพราะการสนับสนุนของสถาบันวิขาการ จะเป็นหลักประกันที่แน่นอน มากขึ้น แก่ผู้ผลิตสื่อที่ให้ความรู้ว่าจะได้รับผลตอบแทนทางธุรกิจคุ้มกับการลงทุนของตนเอง ในขณะที่ได้อาศัยฐานความรู้สถาบันวิชาการฯ ไปพร้อมกัน

กล่าวโดยสรุปก็คือ งานสื่อของสถาบันวิชาการฯ ต้องคิดถึงการให้ทรัพยากรของตนเองซึ่งควรจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นเข้าไปเสริมภาคธุรกิจในการผลิตสื่อที่ให้ความรู้ ทำให้การเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนผ่านสื่อฯ ซึงมีอยู่อย่างกว้างขวาง

งานสื่อของสถาบันวิชกการฯ ควรคิดถึงสื่อไอทีในลักษณะเดียวกันด้วยเพราะเป็นสิ่อที่มีพลังและจะมีความสำคัญมากขึ้นขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
 
 
การสร้างสรรค์ความรู้ (Creation of Knowledge)
งานด้านเผยแพร่ความรู้กับการสร้างสรรค์ความรู้เป็นสองด้านที่แยกจากกันไม่ได้ คนเราสั่งสมความรู้ก็เพื่อจะสามารถสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้น ฐานของความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ เผยแพร่แก่ประชาชนคือความรู้ใหม่ต่างๆ ซึ่งได้มาจากการสร้างสรรค์นั่นเอง แต่เนื่องจากในสังคมไทย การเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนยังมีช่องว่างอยู่มากดังที่กล่าวแล้ว จึงทำให้การ สื่อความรู้มักเน้นเพียงการเผยแพร่ความรู้ที่รู้อยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ และมองว่าความรู้ใหม่ๆ เป็นเรื่องของนักวิชาการโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ความจริงแล้วความก้าวหน้าทางวิชาการในสังคมใด ก็ตาม จำเป็นต้องมีฐานทางสังคมที่เข้มแข็ง นั่นก็คือสังคมเองก็รู้ทันความเคลื่อนไหวทางวิชาการอยู่ไม่ห่างจากวงการวิชาการนัก

งานด้านสร้างสรรค์ความรู้นั้นที่จริงแล้วมีสถาบันอื่นๆ ในสังคมไทยทำอยู่แล้วไม่น้อย เช่น มหาวิทยาลัย, หน่วยวิจัยขององค์กรภาครัฐและเอกชน, สถาบันที่ให้ทุนการวิจัย ฯลฯ เป็นต้น ฉะนั้นสถาบันวิชาการฯ จะต้องคิดถึงงานที่ไม่ซ้ำซ้อนหรือขัดขวางงานที่สถาบันอื่นทำอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้ามควรคิดถึงการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับสถาบันเหล่านั้น (เช่นเดียวกับ ที่ทำในงานเผยแพร่ความรู้)

งานหลัก ๆ
ที่สถาบันวิชาการฯ ควรทำในด้านการสร้างสรรค์ความรู้ มีอยู่สามด้านคือ
 
1. งานศูนย์กลางบริการงานวิจัย
สถาบันวิชาการฯ น่าจะเป็นแหล่งชี้ข้อมูลที่ดีที่สุดแก่ผู้ที่ต้งอการศึกษาวิจัยความรู้เรื่องหนึ่ง เรื่องใดที่สถาบันเลือกเน้นให้ความสำคัญ ผู้ที่ต้องการศึกษาวิจัยสามารถเริ่มต้นที่บริการของสถาบัน วิชาการฯ ซึ่งสามารถบอกให้ทราบว่าจะค้นหาข้อมูลของเรื่องนั้นๆ เท่าที่มีการศึกษากันแล้วทั้งโลกและในเมืองไทยที่ใดได้บ้าง (เช่น โปรแกรมฐานข้อมูลที่จะสามารถพิพม์บัญชีดังกล่าวออกมาได้ในพริบตา)

นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวของสถาบันยังมีบัญชีรายชื่อของนักวิชาการในเมืองไทยที่เคยทำงานด้านนั้นๆ มาก่อน และอาจให้คำปรึกษาที่มีประโยชน์ได้ ทั้งยังสามารถเป็นคนกลางเพื่อให้ผู้ที่ต้องการศึกษาวิจัยได้พบปะและขอความช่วยเหลือจากนักวิชาการดังกล่าวได้ด้วย การที่ศูนย์ทำเฃ่นนี้ได้ก็เพราะศูนย์ได้สร้งเครือข่ายของนักวิจัยในสาขาความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ ต้องการเน้นเป็นพิเศษไว้แล้ว เครือข่ายดังกล่าวนี้อาจรวมไปถึงนักวิชาการในต่างประเทศที่ยินดีให้ความร่วมมือด้วยก็ได้

และเพราะมีเครือข่ายนักวิจัยที่ร่วมงานกับสถาบันวิชการฯ เช่นนี้ ศูนย์ยังอาจให้บริการงานวิจัยซึ่งหาได้ยากในเมืองไทยอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบงานวิจัย ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาต่างๆ และวิธีวิทยาของการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะลงมือศึกษาวิจัยในขั้นต่อไป

ยิ่งไปกว่านี้ศูนย์ยังสามารถให้บริการด้านแหล่งทุนวิจัยทั้งในภาครัฐและเอกชนแก่ผู้ที่ต้องการศึกษาวิจัยอีกด้วย ในบางกรณีสถาบันวิชาการฯ เองก็อาจมีทุนวิจัยของตนเองสำหรับสนับสนุนงานวิจัยทั้งหมดหรือบางส่วนในบางรายด้วย เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ศูนย์จะทำหน้าที่ประสานพลังของการศึกษาวิจัยในประเด็นปัญหาที่สถาบันวิชาการฯ ต้องการเน้นเท่าที่มีในสังคมไทยและในโลกให้แก่การศึกษาวิจัยใหม่ๆ จนกระทั้งผู้ใดที่สนใจจะศึกษาวิจัยในเรื่องนั้นๆ ย่อมเห็นประโยชนืที่จะเริ่มต้นงานของตนที่ศูนย์ในทางตรงกันข้ามศูนย์ที่จะสามารถดูดซับความเคลื่อนไหวทางวิชกาการที่เกิดขั้นในสังคมได้ตลอดเวลา
 
2. งานศูนย์วิจัยและเครือข่ายศูนย์วิจัย
สถาบันวิชาการฯ ควรเลือกประเด็นของการศึกษาที่สถาบันต้องการให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (จะกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นตัวอย่างข้างหน้า) และสร้างศูนย์วิจัยหรือสร้างเครือข่ายของศูนย์วิจัยภายใต้การประสานงานขงอสถาบันวิชาการฯ ความรู้ซึ่งสร้างขึ้นมาได้จากงานด้านนี้จะเป็นเนื้อหาป้อนให้แก่การเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์หรือสื่ออื่นๆ สถาบันวิชาการฯทำนองนี้ เช่น สถาบันสมิธโซเนียน ล้วนมีศูนย์วิจัยในสังกัดและเครือข่ายของศูนย์วิจัยอยู่นับเป้นหลายสิบเช่นกัน

ส่วนหนึ่งของนักวิจัยในศูนย์ที่สังกัดกับสถาบัน ก็คงเป็นพนักงานของสถาบันเอง แต่อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นบุคลากรที่ยืมมาจากสถาบันอื่นชั่วคราว เช่น ยืมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยให้มาทำงานร่วมกับศูนย์วิจัยของสถาบันวิชาการฯ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเสร็จโครงการแล้วก็ส่งคืนมหาวิทยาลัย เพื่อให้งานศึกษาวิจัยเชื่อมโยงกับการผลิตบัณฑิตและงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอยู่ตลอดเวลา ศูนย์วิจัยบางด้านของสถาบันน่าจะได้รับความสนับสนุนจากภาคเอกชนด้วย เพราะผลของการวิจัยจะสามารถไปใช้เป็นประโยชน์ทางธุรกิจได้ เป็นต้น
 
3. งานเชื่อมโยงการวิจัย
อันที่จริงงานนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของงานศูนย์วิจัยฯ แต่เนื่องจากมีความสำคัญอย่างมาก จึงแยกออกกล่าวถึงต่างหาก หรืออาจคิดแยกออกเป็นส่วนงานต่างหากก็ได้

จุดประสงค์หลักคือการเชื่อมโยงการศึกษาหาความรู้กับสถาบันต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อสนับสนุนงานด้านต่างฯ ของสถาบันวิชาการน สถาบันอื่นที่สถาบันวิชาการฯ น่าจะเชื่อมโยงถึง และเชื่อมโยงกันและกันก็คือ

สำนักวิจัยซึ่งมีอยู่มากมายในโลก ทั้งของภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะสถาบันวิจัยที่ศึกษาค้นคว้าประเด็นที่สถาบันวิชาการฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

มหาวิทยาลัยต่างๆ เชื่อมโยงกับความรู้ท้องถิ่น การเชื่อมโยงตรงจุดนี้ค่อนข้างยาก เพราะความรู้ท้องถิ่นมักไม่มีสถาบันที่จัดการโดยตรงอย่างชัดเจน แต่สถาบันวิชาการฯ ต้องหาหนทางที่จะเชื่อมโยงกับความรู้ในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว ทำให้ความรู้นั้นเกิดเป็นระบบที่สามารถถ่ายทอดและสร้างเสริมให้แก่คนทั่วไป ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรลืมว่าประชาชนในท้องถิ่นเองก็ได้สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นจากฐานความรู้เดิมของตนเองอยู่ตลอดเวลา สถาบันวิชาการฯ จะเข้าไปดูดซับเอาความรู้ใหม่ๆ เหล่านั้นมาได้อย่างไร
 
สิ่งสำคัญที่ต้องการเน้นในเรื่องจุดมุ่งหมายหลักของสถาบันวิชาการฯ ก็คือ
ก. เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าวได้อย่างดี สถาบันวิชาการฯ ต้องไม่ดำเนินงานในแนวอำนาจนิยมอย่างที่หน่วยงานของรัฐนิยมทำไม่ว่าสถาบันแห่งนี้จะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเป็นองค์กรมหาชนก็ตาม สถาบันจะไม่ใช้อำนาจ (ตามกฎหมายหรือพลังงบประมาณ) เพื่อบังคับให้คนอื่นทำสิ่งที่สถาบันต้องการ ตรงกันข้ามสถาบันต้องแสวงหาความร่วมมือที่เท่าเทียมกันกับองค์กรอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะหน้าที่หลักของสถาบันวิชาการฯ คือการประสานพลังที่มีอยู่และในสังคมไทย ในอันที่จะเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ

ข. งานสองด้านคือเผยแพร่ความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ต้องดำเนินไปด้วยกันโดยไม่แยกออกจากกัน ที่จริงแล้วสองด้านนี้ต่างเสริมกันและกันอยู่ด้วย

ค. "ลูกค้า" หรือเป้าหมายของผู้ที่จะได้บริการของสถาบันวิชาการฯ คือคนไทยทั้งประเทศ ส่วนนักท่องเที่ยวเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น อันที่จริงนักท่องเที่ยวของโลกปัจจุบันไม่ได้เป็นลูกค้าของพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้สึกเท่าไร (ยกเว้น โบราณสถานที่มีลักษณะ "มหัศจรรย์" เช่น พีระมิด หรือนครวัด) พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงบางแห่งเท่านั้นที่สามารถเรียกลูกค้านักท่องเที่ยวได้มากหน่อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการขึ้นลิฟต์ไปดูเมืองบนตึกระฟ้าที่สูงที่สุดแล้ว ก็เทียบกันไม่ได้ เพราะมีลูกค้ารอคิวขึ้นตึกระฟ้ามากกอว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นดีมากกว่าเสมอ

ฉะนั้นแม้แต่นักท่องเที่ยวไทยเองก็คงมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์น้อยกว่าสวนสนุก สถาบันวิชาการฯ จึงควรคิดถึงการเผยแพร่ความรู้หลากหลายวิธีไปพร้อมกัน และกระบวนการที่จะทำให้เกิดการแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวการแสดงเอง

ตัวอย่างของประเด็นความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ ควรให้ความสำคัญ ประเด็นความรู้ที่จะเสนอต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่าง เพื่อขยายความเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น

ผมใช้บรรทัดฐานสองอย่างในการเลือกว่าประเด็นความรู้ใดที่ควรให้ความสำคัญ

1. ประเด็นความรู้นั้นไม่ควรเป็นศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างตรงตัว เช่น ไม่ควรเป็นประวัติศาสตร์หรือชีววิทยาหรือสังคมวิทยาเป็นต้น แต่ควรเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยศาสตร์หลายสาขาในการศึกษาหรือทำความเข้าใจ

2. ประเด็นความรู้นั้นควรมีนัยยะสำคัญต่อสังคมไทย ในขณะเดียวกัน เราก็มีสมรรถภาพหรืออย่างน้อยก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาความรู้นั้นให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ด้วยเหตุดังนั้น ตามบรรทัดฐานนี้นาโนเทคโนโลยีจึงไม่ควรเป็นประเด็นความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ พึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แต่สถาบันต้องคิดว่าเทคโนโลยีด้านนี้มีความเหมาะสมสำหรับไทยที่จะใช้ในด้านใดบ้าง สมมติว่าสถาบันวิชาการฯ พิจารณาเห็นว่าอาจใช้ประโยชน์ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช ประเด็นความรู้ที่สถาบันเลือกให้ความสำคัญในกรณีก็ควรเป็นการปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งมีนาโนเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีศาสตร์แขนงอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วยอีกมาก นับตั้งแต่พฤกษศาสตร์, ชีวเคมี, ฯลฯ ไปจนถึงประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์การคัดพันธุ์พืชในสังคมไทยที่ผ่านมา เป็นต้น
 
 
ประเด็นความรู้ที่เสนอเป็นตัวอย่าง
ประวัติศาสตร์สังคม
ซึ่งอาจเจาะเฉพาะเรื่องราวของกลุ่มชนต่างๆ ในสังคมไทยที่ผมเลือกประเด็นความรู้เรื่องนี้ก็เพราะสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย แต่ความรู้ความเข้าใจในความหลากหลายเช่นนี้มีน้อย ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ โน้มเอียงไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย เพราะสังคมไม่ได้เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน ความหลากหลายของกลุ่มชนในสังคมไทยไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีอยู่มากเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกลุ่มอาชีพ กลุ่มศาสนา กลุ่มวิถีชีวิต ฯลฯ ซึ่งมีความหลากหลายอีกมาก ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของคนกลุ่มต่างๆ ในเวลาที่มีเรื่องขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่น อันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาในทุกสังคมสมัยปัจจุบัน คืออาศัยฐานของอัตลักษณ์ซึ่งแตกต่างกันนี้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อรองโดยสันติ

ในขณะเดียวกัน ก็มีงานศึกษา โดยเฉพาะวิทยานิพนธ์ในระยะหลัง ที่ศึกษาความหลากหลายของกลุ่มชนต่างๆ ในระยะหลังมานี้จำนวนไม่น้อย แสดงว่าเริ่มมีฐานะทางวิชาการที่แข็งแกร่งมากขึ้น

ฉะนั้นการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจประวัติศาสตร์สังคมไทยในแง่นี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับสังคมตัวเองแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งต้องมีเป็นธรรมดาในทุกสังคมดำเนินไปด้วยความสงบมากขึ้น เพราะความรู้เช่นนี้ทำให้คนไทยยอมรับกันและกันตามความเป็นจริงมากขึ้น (คือไม่ใช่ยอมรับแต่ความเหมือนซึ่งเป็นเรื่องสมมติขึ้นเท่านั้น)
 
พลังงานทางเลือก
เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก แต่การพัฒนาความรู้ด้านนี้ของไทยยังเทียบไม่ได้กับประเทศอื่นๆ ซึ่งมีเศรษฐกิจระดับเดียวกัน สถาบันวิชาการฯ น่าจะกระตุ้นให้เกิดการผลิตความรู้ด้านนี้ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวกลางประสานความรู้ทั้งที่มีในเมืองไทยและในโลกให้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาความรู้ขั้นต่อๆ ไป เฉพาะเตาประหยัดถ่าน และหัวเตาประหยัดก๊าซ ก็มีผู้คิดขึ้นในประเทศไทยหลายสิบอย่าง หากบวกกับที่พัฒนาขึ้นในต่างประเทศอีกหลายร้อยอย่าง ทำการศึกษาอย่างเป็นระบบ สถาบันวิชาการฯ ของไทยก็แทบจะเป็นศูนย์กลางความรู้ของโลกด้านการใช้พลังงานหุงต้มอย่างประหยัด

พลังงานทางเลือกไม่ได้มีเฉพาะมิติทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ที่จะสามารถใช้อย่างเป็นจริงได้ในทุกสังคมต้องประกอบด้วยมิติความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์อีกด้วย การสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่งประสบปัญหาการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่จนไม่สามารถสร้างได้ การศึกษาค้นคว้าด้านนี้จึงต้องประกอบไปด้วยการสร้างความรู้ทางสังคมศาสตร์เพื่อการประนีประนอมระหว่างประชาชนและโรงไฟฟ้า เป็นต้น
 
การแพทย์ทางเลือก
ในปัจจุบันการแพทย์แผนตะวันตกกำลังหันมาให้ความสนใจทางเลือกอื่นๆ ในการรักษาพยาบาล และสุขภาพที่เป็นองค์รวมมากขึ้น มีการศึกษาค้นคว้าในเชิงวิทยาสตร์ต่อประเด็นปัญหาที่การแพทย์แผนตะวันตกเดิมไม่สนใจ กล่าวอีกนัยะหนึ่งก็คือการแพทย์ทางเลือกทำให้การแพทย์แผนตะวันตกไม่ได้มองร่างกายมนุษย์เป็นการทำงานของชีวเคมีล้วนๆ เหตุดังนั้นจึงทำให้การแพทย์ทางเลือกของตะวันตกเริ่มมีความสอดคล้องกับการแพทย์แผนตะวันออกมากขึ้น

การแพทย์แผนไทยนับเป็นวิทยาการที่สังคมไทยมีฐานที่แข็งแกร่งมาก่อน ในขณะที่มีการฟื้นฟูการแพทย์แผนนี้โดยทั่วไป ทั้งในภาครัฐและประชาชน พร้อมกันไปนั้นเรามีความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นฐานที่วิเศษสุดของเภสัชศาสตร์ จึงน่าทีจะนำเอาการแพทย์แผนไทยไปเชื่อมโยงกับการแพทย์ทางเลือกของตะวันตกซึ่งได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปแล้ว สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ ในด้านการแพทย์และสุขภาพโดยทั่วไป จนสามารถนำเอาไปใช้อย่างได้ผล ทั้งในสถานพยาบาล (ทั้งแบบเก่าและแบบใหม่) และในครัวเรือน
 
การศึกษาเมือง
ก่อนที่เราบางคนในที่นี้จะตาย สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมเมืองแทนสังคมชนบท หมายความว่าประชากรเกินกึ่งหนึ่งจะเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนเมือง ทั้งนี้เพราะอัตราการเปลี่ยนเป็นสังคมนาคร (urbanization) ในประเทศไทยระยะหลังนี้เร็วขึ้น ฉะนั้นความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเมืองจึงมีความสำคัญ

สถาบันวิชาการฯ น่าจะเป็นหน่วยงานกลางประสานเชื่อมโยงให้เกิดการสร้างสรรค์ความรู้ด้านนี้ รวมทั้งเผยแพร่ความเข้าใจไปยังประชาชนในวงกว้าง ไม่เฉพาะแต่ด้านเทคนิคการวางผังเมือง หรือการจราจร แต่รวมไปถึงการจัดการด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกของการปกครองท้องถิ่นของเมือง, การควบคุมด้านอาชญากรรม, การสร้างสังคมสมานฉันท์ในสังคมเมือง ฯลฯ นับเป็นประเด็นความรู้ที่กว้างขวางอันหนึ่ง
 
ศิลปะไทย
ในปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้อยู่ไม่น้อย รวมทั้งองค์กรที่ช่วยสืบสานให้ศิลปะไทยหลายแขนงดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่สิ่งที่ผมคิดถึงในเรื่องศิลปะไทย ไม่ใช่อยุ่ที่การอนุรักษ์และสืบทอด (ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำอย่างแน่นอน) เท่ากับการประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบัน

หากประเทศไทยยังต้องอาศัยการส่งออกสินค้าต่อไป การประยุกต์ใช้ศิลปะไทยในผลิตภัณฑ์จะทำให้เกิดลักษณะเด่นเฉพาะตัวทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการแสดงเอกลักษณ์ไทยเฉยๆ แต่ต้องเป็นเอกลักษณ์ที่คนอื่นยอมรับคือมองเห็นว่างามอยู่ด้วย เช่น จะออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างไรจึงดูเด่นเพราะมีลักษณะเฉพาะตัวบางอย่าง แต่ก็ดูดีสำหรับคนที่ไม่ได้เติบโตมาในวัฒนธรรมไทยด้วย ผมขอยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น (เช่น วิทยุทรานซิสเตอร์ซึ่งมี่ขนาดเล้กกว่าวิทยุที่เคยผลิตกันมาก่อนในสมัยที่ใช้หลอด) เขาจะต้องออกแบบใหม่ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวของเขา แต่ก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปของคนอื่น ๆ ในโลกว่าสวยงามและน่าใช้ไปพร้อมกัน
 
ผมคิดว่าศิลปะไทยก็อาจให้ความบันดาลใจในทำนองเดียวกันนี้ได้ ถ้ามีการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะไทยให้มากขึ้น โดยไม่ใช่การใช้แต่รูปแบบตายตัวเหมือนเดิมตลอดไป แต่สามารถประยุกต์ดัดแปลงให้เข้ากับจุดประสงค์ใหม่ได้ด้วย