| การสร้างสรรค์ความรู้ (Creation of Knowledge) |
งานด้านเผยแพร่ความรู้กับการสร้างสรรค์ความรู้เป็นสองด้านที่แยกจากกันไม่ได้ คนเราสั่งสมความรู้ก็เพื่อจะสามารถสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้น ฐานของความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ เผยแพร่แก่ประชาชนคือความรู้ใหม่ต่างๆ ซึ่งได้มาจากการสร้างสรรค์นั่นเอง แต่เนื่องจากในสังคมไทย การเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนยังมีช่องว่างอยู่มากดังที่กล่าวแล้ว จึงทำให้การ สื่อความรู้มักเน้นเพียงการเผยแพร่ความรู้ที่รู้อยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ และมองว่าความรู้ใหม่ๆ เป็นเรื่องของนักวิชาการโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ความจริงแล้วความก้าวหน้าทางวิชาการในสังคมใด ก็ตาม จำเป็นต้องมีฐานทางสังคมที่เข้มแข็ง นั่นก็คือสังคมเองก็รู้ทันความเคลื่อนไหวทางวิชาการอยู่ไม่ห่างจากวงการวิชาการนัก
งานด้านสร้างสรรค์ความรู้นั้นที่จริงแล้วมีสถาบันอื่นๆ ในสังคมไทยทำอยู่แล้วไม่น้อย เช่น มหาวิทยาลัย, หน่วยวิจัยขององค์กรภาครัฐและเอกชน, สถาบันที่ให้ทุนการวิจัย ฯลฯ เป็นต้น ฉะนั้นสถาบันวิชาการฯ จะต้องคิดถึงงานที่ไม่ซ้ำซ้อนหรือขัดขวางงานที่สถาบันอื่นทำอยู่แล้ว ในทางตรงกันข้ามควรคิดถึงการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับสถาบันเหล่านั้น (เช่นเดียวกับ ที่ทำในงานเผยแพร่ความรู้)
งานหลัก ๆ ที่สถาบันวิชาการฯ ควรทำในด้านการสร้างสรรค์ความรู้ มีอยู่สามด้านคือ |
| |
| 1. งานศูนย์กลางบริการงานวิจัย |
สถาบันวิชาการฯ น่าจะเป็นแหล่งชี้ข้อมูลที่ดีที่สุดแก่ผู้ที่ต้งอการศึกษาวิจัยความรู้เรื่องหนึ่ง เรื่องใดที่สถาบันเลือกเน้นให้ความสำคัญ ผู้ที่ต้องการศึกษาวิจัยสามารถเริ่มต้นที่บริการของสถาบัน วิชาการฯ ซึ่งสามารถบอกให้ทราบว่าจะค้นหาข้อมูลของเรื่องนั้นๆ เท่าที่มีการศึกษากันแล้วทั้งโลกและในเมืองไทยที่ใดได้บ้าง (เช่น โปรแกรมฐานข้อมูลที่จะสามารถพิพม์บัญชีดังกล่าวออกมาได้ในพริบตา)
นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวของสถาบันยังมีบัญชีรายชื่อของนักวิชาการในเมืองไทยที่เคยทำงานด้านนั้นๆ มาก่อน และอาจให้คำปรึกษาที่มีประโยชน์ได้ ทั้งยังสามารถเป็นคนกลางเพื่อให้ผู้ที่ต้องการศึกษาวิจัยได้พบปะและขอความช่วยเหลือจากนักวิชาการดังกล่าวได้ด้วย การที่ศูนย์ทำเฃ่นนี้ได้ก็เพราะศูนย์ได้สร้งเครือข่ายของนักวิจัยในสาขาความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ ต้องการเน้นเป็นพิเศษไว้แล้ว เครือข่ายดังกล่าวนี้อาจรวมไปถึงนักวิชาการในต่างประเทศที่ยินดีให้ความร่วมมือด้วยก็ได้
และเพราะมีเครือข่ายนักวิจัยที่ร่วมงานกับสถาบันวิชการฯ เช่นนี้ ศูนย์ยังอาจให้บริการงานวิจัยซึ่งหาได้ยากในเมืองไทยอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการให้คำปรึกษาด้านการออกแบบงานวิจัย ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาต่างๆ และวิธีวิทยาของการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่จะลงมือศึกษาวิจัยในขั้นต่อไป
ยิ่งไปกว่านี้ศูนย์ยังสามารถให้บริการด้านแหล่งทุนวิจัยทั้งในภาครัฐและเอกชนแก่ผู้ที่ต้องการศึกษาวิจัยอีกด้วย ในบางกรณีสถาบันวิชาการฯ เองก็อาจมีทุนวิจัยของตนเองสำหรับสนับสนุนงานวิจัยทั้งหมดหรือบางส่วนในบางรายด้วย เป็นต้น
กล่าวโดยสรุป ศูนย์จะทำหน้าที่ประสานพลังของการศึกษาวิจัยในประเด็นปัญหาที่สถาบันวิชาการฯ ต้องการเน้นเท่าที่มีในสังคมไทยและในโลกให้แก่การศึกษาวิจัยใหม่ๆ จนกระทั้งผู้ใดที่สนใจจะศึกษาวิจัยในเรื่องนั้นๆ ย่อมเห็นประโยชนืที่จะเริ่มต้นงานของตนที่ศูนย์ในทางตรงกันข้ามศูนย์ที่จะสามารถดูดซับความเคลื่อนไหวทางวิชกาการที่เกิดขั้นในสังคมได้ตลอดเวลา |
| |
| 2. งานศูนย์วิจัยและเครือข่ายศูนย์วิจัย |
สถาบันวิชาการฯ ควรเลือกประเด็นของการศึกษาที่สถาบันต้องการให้ความสำคัญเป็นพิเศษ (จะกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นตัวอย่างข้างหน้า) และสร้างศูนย์วิจัยหรือสร้างเครือข่ายของศูนย์วิจัยภายใต้การประสานงานขงอสถาบันวิชาการฯ ความรู้ซึ่งสร้างขึ้นมาได้จากงานด้านนี้จะเป็นเนื้อหาป้อนให้แก่การเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์หรือสื่ออื่นๆ สถาบันวิชาการฯทำนองนี้ เช่น สถาบันสมิธโซเนียน ล้วนมีศูนย์วิจัยในสังกัดและเครือข่ายของศูนย์วิจัยอยู่นับเป้นหลายสิบเช่นกัน
ส่วนหนึ่งของนักวิจัยในศูนย์ที่สังกัดกับสถาบัน ก็คงเป็นพนักงานของสถาบันเอง แต่อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นบุคลากรที่ยืมมาจากสถาบันอื่นชั่วคราว เช่น ยืมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยให้มาทำงานร่วมกับศูนย์วิจัยของสถาบันวิชาการฯ ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเสร็จโครงการแล้วก็ส่งคืนมหาวิทยาลัย เพื่อให้งานศึกษาวิจัยเชื่อมโยงกับการผลิตบัณฑิตและงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอยู่ตลอดเวลา ศูนย์วิจัยบางด้านของสถาบันน่าจะได้รับความสนับสนุนจากภาคเอกชนด้วย เพราะผลของการวิจัยจะสามารถไปใช้เป็นประโยชน์ทางธุรกิจได้ เป็นต้น |
| |
| 3. งานเชื่อมโยงการวิจัย |
อันที่จริงงานนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของงานศูนย์วิจัยฯ แต่เนื่องจากมีความสำคัญอย่างมาก จึงแยกออกกล่าวถึงต่างหาก หรืออาจคิดแยกออกเป็นส่วนงานต่างหากก็ได้
จุดประสงค์หลักคือการเชื่อมโยงการศึกษาหาความรู้กับสถาบันต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว เพื่อสนับสนุนงานด้านต่างฯ ของสถาบันวิชาการน สถาบันอื่นที่สถาบันวิชาการฯ น่าจะเชื่อมโยงถึง และเชื่อมโยงกันและกันก็คือ
สำนักวิจัยซึ่งมีอยู่มากมายในโลก ทั้งของภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะสถาบันวิจัยที่ศึกษาค้นคว้าประเด็นที่สถาบันวิชาการฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
มหาวิทยาลัยต่างๆ เชื่อมโยงกับความรู้ท้องถิ่น การเชื่อมโยงตรงจุดนี้ค่อนข้างยาก เพราะความรู้ท้องถิ่นมักไม่มีสถาบันที่จัดการโดยตรงอย่างชัดเจน แต่สถาบันวิชาการฯ ต้องหาหนทางที่จะเชื่อมโยงกับความรู้ในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว ทำให้ความรู้นั้นเกิดเป็นระบบที่สามารถถ่ายทอดและสร้างเสริมให้แก่คนทั่วไป ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรลืมว่าประชาชนในท้องถิ่นเองก็ได้สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นจากฐานความรู้เดิมของตนเองอยู่ตลอดเวลา สถาบันวิชาการฯ จะเข้าไปดูดซับเอาความรู้ใหม่ๆ เหล่านั้นมาได้อย่างไร |
| |
| สิ่งสำคัญที่ต้องการเน้นในเรื่องจุดมุ่งหมายหลักของสถาบันวิชาการฯ ก็คือ |
ก. เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าวได้อย่างดี สถาบันวิชาการฯ ต้องไม่ดำเนินงานในแนวอำนาจนิยมอย่างที่หน่วยงานของรัฐนิยมทำไม่ว่าสถาบันแห่งนี้จะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเป็นองค์กรมหาชนก็ตาม สถาบันจะไม่ใช้อำนาจ (ตามกฎหมายหรือพลังงบประมาณ) เพื่อบังคับให้คนอื่นทำสิ่งที่สถาบันต้องการ ตรงกันข้ามสถาบันต้องแสวงหาความร่วมมือที่เท่าเทียมกันกับองค์กรอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะหน้าที่หลักของสถาบันวิชาการฯ คือการประสานพลังที่มีอยู่และในสังคมไทย ในอันที่จะเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ
ข. งานสองด้านคือเผยแพร่ความรู้และสร้างสรรค์ความรู้ต้องดำเนินไปด้วยกันโดยไม่แยกออกจากกัน ที่จริงแล้วสองด้านนี้ต่างเสริมกันและกันอยู่ด้วย
ค. "ลูกค้า" หรือเป้าหมายของผู้ที่จะได้บริการของสถาบันวิชาการฯ คือคนไทยทั้งประเทศ ส่วนนักท่องเที่ยวเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น อันที่จริงนักท่องเที่ยวของโลกปัจจุบันไม่ได้เป็นลูกค้าของพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้สึกเท่าไร (ยกเว้น โบราณสถานที่มีลักษณะ "มหัศจรรย์" เช่น พีระมิด หรือนครวัด) พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชื่อเสียงบางแห่งเท่านั้นที่สามารถเรียกลูกค้านักท่องเที่ยวได้มากหน่อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการขึ้นลิฟต์ไปดูเมืองบนตึกระฟ้าที่สูงที่สุดแล้ว ก็เทียบกันไม่ได้ เพราะมีลูกค้ารอคิวขึ้นตึกระฟ้ามากกอว่าพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นดีมากกว่าเสมอ
ฉะนั้นแม้แต่นักท่องเที่ยวไทยเองก็คงมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์น้อยกว่าสวนสนุก สถาบันวิชาการฯ จึงควรคิดถึงการเผยแพร่ความรู้หลากหลายวิธีไปพร้อมกัน และกระบวนการที่จะทำให้เกิดการแสดงในพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวการแสดงเอง
ตัวอย่างของประเด็นความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ ควรให้ความสำคัญ ประเด็นความรู้ที่จะเสนอต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่าง เพื่อขยายความเข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น
ผมใช้บรรทัดฐานสองอย่างในการเลือกว่าประเด็นความรู้ใดที่ควรให้ความสำคัญ
1. ประเด็นความรู้นั้นไม่ควรเป็นศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างตรงตัว เช่น ไม่ควรเป็นประวัติศาสตร์หรือชีววิทยาหรือสังคมวิทยาเป็นต้น แต่ควรเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยศาสตร์หลายสาขาในการศึกษาหรือทำความเข้าใจ
2. ประเด็นความรู้นั้นควรมีนัยยะสำคัญต่อสังคมไทย ในขณะเดียวกัน เราก็มีสมรรถภาพหรืออย่างน้อยก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาความรู้นั้นให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ด้วยเหตุดังนั้น ตามบรรทัดฐานนี้นาโนเทคโนโลยีจึงไม่ควรเป็นประเด็นความรู้ที่สถาบันวิชาการฯ พึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แต่สถาบันต้องคิดว่าเทคโนโลยีด้านนี้มีความเหมาะสมสำหรับไทยที่จะใช้ในด้านใดบ้าง สมมติว่าสถาบันวิชาการฯ พิจารณาเห็นว่าอาจใช้ประโยชน์ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช ประเด็นความรู้ที่สถาบันเลือกให้ความสำคัญในกรณีก็ควรเป็นการปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งมีนาโนเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีศาสตร์แขนงอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วยอีกมาก นับตั้งแต่พฤกษศาสตร์, ชีวเคมี, ฯลฯ ไปจนถึงประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์การคัดพันธุ์พืชในสังคมไทยที่ผ่านมา เป็นต้น |